-

-
Thai Heavy Metal Band infomation

"Donpheebin Biography"
The Underground Band form Thailand
บันทึกประวัติวงดนตรี "ดอนผีบิน" ตั้งแต่เริ่ม จนถึงปัจจุบัน From started...Yearly ! up to date Sept 2016 ( ก.ย.59 )

The Kaewthit's brother Somkit - Somsak - Sombut
.......เมื่อหลายๆปีก่อน.....

....เมื่อหลายปีก่อน ได้กำเนิดวงดนตรี แนว Rock Heavy Metal จากจังหวัดน่าน เป็นการรวมกันของสามพี่น้อง ตระกูล “ แก้วทิตย์ ” ที่เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่วัยรุ่น.... “ดอนผีบิน” กลายเป็นชื่อวงดนตรีที่นักวิจารณ์ดนตรีต่างขนานนามเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “อุกาบาต ทางดนตรี” เนื่องจาก เป็นวงที่มาจากชนบททางภาคเหนือแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่กลับมีความเป็นตัวตนทั้งสำเนียงดนตรีและเนื้อหาที่นำเสนอสู่คนฟัง อีกทั้งชื่อวงก็แปลก แบบไม่สนใจใคร ....ในปี 2356 อัลบั้มแรก “โลกมืด” เป็นอัลบั้มร็อค-เฮฟวี่ ที่จุดกระแสวงการเพลงร็อคใต้ดินในตอนนั้นและยังออกอัลบั้มชุดที่สอง “เส้นทางสายมรณะ” ตามมาติดๆ ซึ่งแนวเพลงหนักกว่าอัลบั้มแรกมาก และตั้งแต่นั้นมาคนในวงการต่างก็ยกให้ "ดอนผีบิน" เป็นผู้นำเพลงแนวเฮฟวี่เมทัลไทย ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวนี้ในเมืองไทย
The Beginning !
ย้อนไปปี 2526-2532

The old day...Kaewthit's brother in University มศว. บางแสน

RockFest Chiangmai University 2526 (with Tuk Braseries L and Ae bass R )

Dreaming time in Chiangmai 2530 
ดอนผีบิน รวมตัวกันแบบไม่มีวันแรกตั้งวง เนื่องจากเป็นพี่น้องกันและเล่นดนตรีคณะรำวงกับญาติๆในหมู่บ้าน ในสมัยเรียนระดับอุดมศึกษาก็มักจะนัดเจอกันเล่นดนตรีตามงานต่างๆ โดยดึงเพื่อนพ้องมาเสริมวง เล่นเพลง Cover เป็นหลัก ช่วงนั้นสมศักดิ์ เรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมคิด เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนสมบัติจบจากวิทยาลัยครูอุตรดิตถ์ (ราชภัฏ) แล้วไปรับราชการครูที่บ้านเกิด ระหว่างนั้นได้ลาไปศึกษาต่อที่ มศว.บางแสน..

จุดเริ่มของดอนผีบินจริงๆ น่าจะเป็นจุดที่สมศักดิ์และสมคิดได้ทำงานด้วยกันที่ จ.เชียงราย เมื่อปี 2532 สมศักดิ์ได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบันทึกเสียงคาสเซ็ท 4 แทรค Tascam mini Studio ,กลองไฟฟ้า Roland R-8 และลำโพง Yamaha NS-10M เพื่อทำเดโมบันทึกผลงานเพลงที่คิดกันไว้ นั่นเป็นจุดเริ่มของการทำเพลงร่วมกันของสามพี่น้องแบบเป็นเรื่องเป็นราว โดยสมศักดิ์ จะเริ่มทำโครงเพลงโดยใช้โปรแกรมกลองที่ R-8 บันทึกลงเครื่องอัด 4 แทรค สมคิดใส่เบสและร้อง ส่วนสมบัติซึ่งเป็นครูอยู่ที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ได้เดินทางไปร่วมสมทบในช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่ออัดกีตาร์และ Mix ไปฟังกัน เทียวไปมากันแบบนี้เป็นปี

Demo Studio in Chiangrai Rice Mill 2532
จนบทเพลงของดอนผีบินออกมาเป็นเดโมที่รวมเป็นรูปเป็นร่าง จึงมีการคิดชื่อวงและร่างภาพปกอัลบั้มและออกแบบโลโก้วงโดย สมบัติ แก้วทิตย์ ซึ่งเรียนมาทางวาดภาพศิลปะ แล้วทำการคัดเลือกเพลงมา 10 เพลง ทั้งสามเดินทางไปถ่ายรูปกันเองบนดอยใกล้ๆที่ทำเพลง แล้ว ทำเป็นกล่องคาสเซ็ทเดโมเพื่อนำเสนอค่ายเพลง...

แบบปกเริ่มต้น ทำไว้หลายแบบ แต่สุดท้ายเลือก 1 แบบ นำเสนอค่ายเพลง

First Demo cover illustration and first band photo in 2532
ดอนผีบิน ใช้เวลา 2-3 ปี ในการติดต่อกับค่ายเพลง ส่งไปแล้วรอ และรอ บางค่ายได้เรียกไปคุย แต่ก็ไม่ได้รับ บางค่ายก็แอบเอาเพลงไปเปิดดูกระแสชิมลางทางสถานีวิทยุ ...ระหว่างนั้นทางวงก็ได้ทำเพลงเพิ่มไปเรื่อยๆ ดนตรีของพวกเขาได้เปลี่ยนไปตามยุค ซึ่งแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลได้แตกแนวและเปลี่ยนไปเป็นแนวที่หนักขึ้น
สุดท้าย...อัลบั้มชุดที่ 1 “ โลกมืด” ก็ถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงทุกค่ายที่นำไปเสนอ ด้วยเหตุผลใกล้กันคือ หนักเกินไป ไม่มีเพลงรัก...ดอนผีบิน จึงได้ตัดสินใจบันทึกเสียงเอง โดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลยในการทำงานในห้องอัดแบบมืออาชีพ ไม่มีที่ปรึกษา แต่ลองผิดลองถูกเอาเอง โดยสมศักดิ์ ได้เป็นผู้นำในการเริ่มบันทึกเสียง

Drum Traking at CCI Studio Chiangmai 2536
ช่วงนั้นสมศักดิ์ได้ย้ายไปทำงานที่เชียงใหม่ จึงได้หา Studio ที่นั่นเพื่อทำการบันทึกเสียง ในที่สุดก็ได้เริ่มบันทึกเสียงกลองที่ C.C.I Studio ลงเทปรีล 16 แทรค โดยใช้เวลากว่า 6 เดือน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ การเข้าห้องอัดวันแรกจึงไม่ได้อะไรเลย ได้แค่ตั้งเสียงกลอง !! พอเริ่มอัดก็เล่นได้ไม่ดี ไม่มีประสบการณ์ทำให้คร่อมเหลื่อมกับเมโทรนอมมาก Edit ไม่ได้เพราะเป็นเทปรีล และที่สำคัญต้องรอเงินเดือนไปจ่ายค่าห้องอัดคิวละ 3500 บาท แต่ในที่สุดก็บันทึกเสียงกลองเสร็จทั้งหมดที่ CCI Studio หลังจากนั้นสมศักดิ์ ก็ได้มีโอกาสย้ายไปทำงานที่กรุงเทพ จึงได้หอบหิ้วม้วนเทปรีลไปด้วยเพื่อบันทึกเสียงต่อ หลังจากหา Studio ที่ไม่แพงอยู่นาน ในที่สุดก็ได้บันทึกเสียงต่อที่กรุงเทพ โดยสมบัติ-สมคิด ได้เดินทางจากน่านและเชียงรายไปสมทบที่ กทม.หลายครั้ง เพื่อบันทึกเสียงกีตาร์ เบส ร้อง ที่ Prositron Studio(รามคำแหง), ห้องอัดโรต้า, ห้อง Hi-Tech Studio จนการ Tracking เสร็จสิ้นลง ช่วงระหว่างนั้นสมศักดิ์ ก็ได้แอบไปเรียน Sound ที่ Butterfly ด้วยเพื่อเป็นความรู้ในการมิกส์เสียงอีกทาง

Hi Tech Studio Bangkok
วันเวลาผ่านไป... สมศักดิ์ ได้ไปพบกับอุกฤษณ์ (วงวิปลาส) โดยบังเอิญซึ่งเล่นดนตรีอยู่ที่ผับร็อคแห่งหนึ่งย่านรัชดา โชคเข้าข้าง อุกฤษณ์ ทำงานคุมซาวด์อยู่ที่ Jam Studio พอดี จึงคุยกันถึงเรื่องมิกส์เสียงงานของวงด้วยความเมาในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นจึงไปพบกันที่ Jam Studio ทันทีและวางแผน Mix เสียงกัน เนื่องจากที่ Jam Studio เครื่องอัดเป็นแบบ 24 แทรค สมศักดิ์จึงได้ไปตะลอนหาเช่าเครื่องอัด 16 แทรคมาเพื่อถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดลงเทปรีล 24 แทรค พร้อมทั้งแยกแทรคกันอุตลุดเพราะไลน์กีตาร์เยอะมาก ตอนอัดลง 16 แทรค ช่องไม่พอต้องอัดซ้อนๆกันไว้ในแทรคเดียว เมื่อเตรียมข้อมูลได้ที่ คิวห้องอัดที่ได้คือ หลังเที่ยงคืนถึงเช้า !! สมศักดิ์จึงต้องทำงานกลางวันและไปมิกส์เสียงยันเช้าอยู่ร่วม 10 กว่าวัน จนตาเหลือง ( ฮา !) โดยที่มีสมคิดและสมบัติ เดินทางไปร่วมด้วยในช่วงเสาร์ อาทิตย์ ....การมิกซ์เสียงผ่านไปอย่างทุลักทุเล ต้องแก้หลายครั้งเพราะเวลามิกส์เสียงเป็นเวลานอน และทั้งนักดนตรี ซาวด์เอนจิเนียร์ก็เป็นมือใหม่กันทั้งคู่ !

After Mid night "Dark World Mixing" Ukrit - Somsak at Jam Studio
รวมช่วงเวลาการบันทึกเสียงทั้งหมด ใช้เวลากว่า 3 ปี เนื่องจากมีปัญหาเงินทุน สมศักดิ์ต้องใช้เงินเดือน ทั้งบัตรเครดิตผ่อนชำระค่าห้องอัดที่ กทม.จนหมด(ค่าห้องอัดตอนนั้นแพงสุดๆ คิว 6 ชม. 5,500 บาท)
หลังจากการ Mix เสียงผ่านไป ระหว่างนั้นก็ได้พบปะกับผู้คนในวงการบ้าง จึงได้วางแผนที่จะขายแบบไต้ดินเอง โชคเข้าข้าง อุกฤษณ์ได้พาไปพบกับสนิท นรฮีม ซึ่งทำนิตยสารเครื่องเสียงรถยนต์และรู้จักกันกับกลุ่มทำเทปคาสเซ็ท 501 และได้ตั้ง Roxx Records ขึ้นก่อนหน้านี้ จึงได้ตกลงกัน โดยให้ Roxx Records ทำประชาสัมพันธ์ให้ แล้วให้กลุ่ม 501 อัดลงเทปคาสเซ็ทเพื่อลองวางจำหน่ายแบบไต้ดิน.....




Phase 1
ปี 2536 อัลบั้มที่ 1 “โลกมืด

DIY Cassette made of first "Dark World " ล้อตแรกเสียงไม่ดีเพราะใช้เครื่องอัด Caseete Deck หลายๆตัวพ่วงกัน
ในที่สุดอัลบั้มชุด "โลกมืด" ก็เป็นรูปเป็นร่าง โดยได้ให้ทาง Roxx Records เป็นผู้ประชาสัมพันธ์และ Z Rock (501)วางจำหน่าย ในช่วงที่ประชาสัมพันธ์กันไป โดยได้ลง Ad หนังสือ The Quiet strom 1 หน้า บังเอิญเป็นโอกาสเหมาะเจาะ ที่วง Metallica มาเยือนเมืองไทย ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อ 15 เม.ย. 2536 ซึ่งชาวร็อคทั้งหลายต้องมารวมพลกันที่งานนี้แน่ๆ ทีมงานจึงเตรียมเทปล๊อตแรกไปโปรโมทและลองขายที่หน้างาน 1000 ม้วนแรก ในงานผู้จัดงานห้ามนำสินค้าไปขายด้านในก่อนเข้างาน จึงถูกไล่ออกมาจากด้านใน......ที่ข้างถนนก่อนเข้าประตูสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง หน้างานคอนเสิร์ต Metallica จึงพบโต๊ะพับก๋วยเตี๋ยววางเทปของดอนผีบินอย่างเดียว 10 ม้วน นักดนตรีนั่งซดเบียร์กันข้างๆโต๊ะ ! พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนรถยนต์ติดเครื่องเสียงกระหึ่มแบบดิสโก้เทคจอดอยู่ข้างถนน เปิดเพลงดอนผีบินเวียนวน ทำเอาทีมงานของ Metallica ต้องเดินออกมาดูและค้อนแบบแปลกใจ ! เพราะนึกว่ามีคนแอบเอางาน Metallica มา copy ขาย เพราะเท่าที่ฟังมันหนักหน่วงพอกัน(ฮา!) เพียงแต่เสียงของเราเน่อและแปร่งๆกว่า ! วันนั้นต้องขอบคุณแฟนเพลงคนไทยทุกท่านที่อุดหนุนเทปดอนผีบิน ไปจนหมด ! หลังนั้นก็ได้มีวางจำหน่ายตามร้านต่างๆ แบบใต้ดินใน กทม. โดย Z Rock Marketing
บทเพลงของดอนผีบิน สวนกระแสเพลงดาราและได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงที่เบื่อเพลงตลาดในขณะนั้น จนได้รับกล่าวขานจากสื่อมวลชน กลายเป็นการจุดกระแสวงการเพลงใต้ดินของเมืองไทยครั้งใหญ่ตั้งแต่นั้นมา

"Dark World" Cassette reproduction by ONPA and CD by BBM
หลังจากนั้น เทปอัลบั้มชุดนี้ได้ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ โดยโรงงานมาตรฐาน พร้อมกับเปลี่ยนปกใหม่เป็นโทน 2 สี ผลิต-วางจำหน่ายกว้างกว่าเดิมโดย ONPA และจัดทำเป็น CD โดยบริษัท BBM.


ปี 2537
อัลบั้มที่ 2 “เส้นทางสายมรณะ”


หลังจากที่ชุดแรกได้รับการตอบรับจากแฟนเพลง ...ดอนผีบินก็ได้เข้าห้องบันทึกเสียงเพื่อทำอัลบั้มชุดที่ 2 ต่อทันที โดยได้นำเดโมที่ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว มาบันทึกเสียง สมศักดิ์ ซึ่งทำงานอยู่ที่ กทม. อยู่แล้ว เป็นตัวหลักในการประสานงานกับอุกฤษณ์ในการบันทึกเสียง โดยเลือกทำงานที่เดิม คือที่ Jam Studio และ Mastering ที่ Eastern Sky การบันทึกเสียงผ่านไปอย่างไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ทำให้งานชุดนี้ออกไปอย่างตามติดกับชุด 1 เมื่อ 1 ก.ค. 2537 โดย Roxx Records และ Onpa Marketing เจ้าเดิมทำทั้งเทปและซีดี ออกวางขายทั่วประเทศ

"Donpheebin in Jam Studio making Way of Death album"
...งานชุดนี้อาจถือได้ว่าเป็น  mini album เพราะมีเพลงร้องเพียง 4 เพลง บรรเลง 1 เพลงและ Sound Effect อีก 2 โดยสมคิดร้อง 2 เพลง สมบัติร้อง 2 เพลง ซึ่งสมบัติจะร้องแบบคำรามกดต่ำในเพลงสังคมบัญชาและวิมาณนรก.... ชุดนี้แนวดนตรีเปลี่ยนไปเป็นแนวที่หนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้มีเมโลดี้หวานๆแบบชุด 1 อีกแล้ว เสียงร้องได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบแทรชเมทัลที่หนักขึ้นตามดนตรี สมคิดได้ทดลองอัดกีตาร์ทั้งหมดในเพลง " วันนี้..พรุ่งนี้ " ซึ่งสมศักดิ์ เป็นคนแต่งเพลงนี้ไว้แต่ไม่ได้ใส่เนื้อร้อง สมคิดจึงคิดคำร้องระหว่างนั้น แต่ได้เพียง 3 ประโยค ! ความหนักหน่วงของอัลบั้มชุดนี้ได้ รับรางวัล Reader Vote จากนิตยสาร The Quiet Storm ที่สุดฮ็อตในขณะนั้น และยังเข้ารอบรางวัลสีสันอวอร์ดสไปถึง 4 สาขารางวัล นับเป็นประวัติการณ์ที่มีวงดนตรีใต้ดินแนวเมทัลวงแรกก้าวไปสู่รางวัลสาธารณะในแวดวงดนตรีของไทย

"Donpheebin ใต้ดิน นั่งเช็คปกทุกใบด้วยตัวเอง"
หลังจากอัลบั้มชุดนี้ออกไป สมศักดิ์ รู้สึกว่าตัวเองเหยียบเรือ 2 แคม เพราะกลางวันทำงาน Office ผูกเนคไท กลางคืนเป็นนักดนตรี ประจวบกับมีครอบครัวและมีลูกอายุ 7 เดือน จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน ย้ายกลับเชียงใหม่เดินสายดนตรีอย่างเต็มตัว ส่วนสมบัติก็ได้ลาออกจากราชการครูก่อนหน้านั้นแล้ว เส้นทางสายมรณะ.....ข้างหน้ากำลังจะเกิดขึ้น !


ปี 2538
อัลบั้มที่สาม “อุบาทว์ -อุบัติ”

กระแสอินดี้กำลังมาแรง….ดอนผีบินยังคงเดินหน้าต่อไปบนถนนสายใต้ดิน เนื่องจากค่ายต่างๆ ก็ยังเมินวงหนักๆแบบใต้ดิน ประจวบกับ ตอนนั้น มีหลายกลุ่มเข้ามาทำเพลงในรูปแบบนี้กันเยอะ ดอนผีบิน ได้ตั้งโปรดักชั่นของตัวเองขึ้นมาชื่อ dPb Music Production โดยจดทะเบียนบริษัทที่เชียงใหม่ ติดต่อกับบริษัท BBM เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และมีทีมงานเพื่อนฝูงมาช่วยส่งข่าวประชาสัมพันธ์ สมศักดิ์ เดินทางไปสมทบทำเดโม ที่บ้านเกิด อ.ท่าวังผา จ.น่าน จนเดโมชุดนี้เสร็จ หลังจากนั้นทั้งหมดก็เดินทางไปบันทึกเสียงที่ กทม. ทันที โดยได้พบกับกฤษณะ วงษ์สุข ซาวด์เอนจิเนียร์ ปู คัมภีร์ จึงได้ขอให้มาช่วยดูแลงานบันทึกเสียงให้ ทั้งสามเดินทางไปพักที่หมู่บ้านรามอินทรา แล้วใช้ห้อง Master Studio ซึ่งอยู่ที่นั่นทำ PreProduction ก่อนย้ายไปอัดกลองที่ห้อง Mix Studio

Donpheebin Ubat Ubut Pre-production at Master Studio

Donpheebin Ubat Ubut Covers checking
แล้วย้ายไปอัดกลองที่ห้องอัด Mix Studio แล้วนำไป Mix ต่อที่ MM Studio ห้วยขวาง ระหว่างช่วงที่บันทึกเสียง ก็ได้ติดต่อพิมพิ์ปกเทปและซีดีไปด้วย อัลบั้มชุดนี้ ทำทั้งเทปและซีดี วางตลาดไปในวันที่ 20 ก.ย. 2538

ปี 2539-40
อัลบั้มที่ 4 “สองฟากฝั่ง”

ก้าวแรกของการเข้าสังกัดค่ายเพลง
เมื่อเดินด้วยตัวเองมาถึง 3 ก้าว ก็ได้มีโอกาสคุยกับค่ายเพลงอินเตอร์อย่าง Warner Music ซึ่งได้ให้ความสนใจ และเซ็นสัญญาผลิตงานเพลง การทำงานชุดนี้ ทางวงยังขอทางค่ายในการที่จะดูแลผลิตงานเองโดยไม่มี Producer แบบศิลปินค่ายใหญ่ทั่วไป ดนตรีจึงยังคงรูปแบบ Underground ไว้เต็มร้อย แต่ภายในวงก็มีการพูดคุยกันเรื่องการปรับเพลงให้ฟังได้กว้างขึ้น ซึ่งทำให้มีการผสมผสานบทเพลงที่แยกกันทำ โดยอัลบั้มชุดนี้ มีเพลงที่สมศักดิ์ แต่งและเล่นไว้ถึง 3 เพลง การบันทึกเสียงได้ใช้ที่ Jam Studio ที่เดิม โดยมีอุกฤษณ์ กลับมาดูแลเรื่องซาวด์เหมือนเดิม อัลบั้ม ชุดที่ 4 วางตลาดในต้นปี 2540
มีเพลงบรรเลง " Return to The Nature II " ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด สาขา เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม ช่วงนั้นเองทางวงจึงได้ขอค่ายจัดคอนเสิร์ทเพื่อพบปะกับแฟนเพลง แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากต้องใช้ทุนการจัดสูง แต่ในที่สุดก็สามารถจัด ขึ้นกันเองได้ ที่หอประชุม AUA เมื่อ 10 พ.ค.2540 และได้ทำการบันทึกเสียงและบันทึกวิดีโอไว้ด้วย



Donpheebin Live at AUA
และช่วงนี้เป็นช่วงครบรอบ 5 ปี ของวง ในปลายปี 2540 สมคิดกับสมบัติได้คุยกัน และจัดทำอัลบั้มในโอกาสครบรอบ 5 ปี โดยได้ออก
1.อัลบั้มรวมเพลงจากอัลบั้ม 1-3 ชื่อ “ใต้ตะวันเดียวกัน” เป็นอัลบั้มรวมเพลงช้า บัลลาด
2. อัลบั้ม รวมเพลงเมทัลหนักๆ
3. อัลบั้ม บันทึกการแสดงสด ที่ AUA
(4. วิดีโอเทป บันทึกแสดงสด ที่ AUA ออกโดย MV Studio)
5. รวม Demo Hash&Raw อีก 2 ชุด (เทป Cassette)
6. Talking to you-รวมบันทึกการออกอากาศสถานีวิทยุ (เทป Cassette)


หลังจากที่วงมีคอนเสิร์ทเต็มรูปแบบไปแล้ว ช่วงนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทางวงพัก
สมศักดิ์ แก้วทิตย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานบันทึกเสียง ของวงก็กลับเชียงใหม่ พกปัญหาต่างๆที่เจอระหว่างการตะลอน ระหกระเหิน เดินทางไปอัดเสียงตามห้องต่างๆ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการอัดเสียงต่อชุดไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท จึงได้กลับไปสร้าง Studio ขึ้นที่บ้านของตัวเอง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการบันทึกเสียงเอง โดยได้ทดลองนำเอาเพลงที่ไม่เข้ากลุ่มกับดอนผีบิน มาบันทึกเสียง และได้กลายเป็นงานโซโลเดี่ยว Doomed Day I “ วันล่มสลาย ”  พร้อมกับตั้งสังกัดของตัวเองขึ้นมา ชื่อ Day One Records แล้วนำงาน Doomed Day ออกกับ BBM เป็นเบอร์แรกเมื่อ 7 เม.ย. 2541

Doomed Day I -2541


ปี
2541-42

อัลบั้มที่ 5 “สัญญาณเยือน”

หลังจากที่ทางวงออกอัลบั้มรวมเพลงคั่นเวลาและพักในช่วงครบรอบ 5 ปี ไปแล้ว สมบัติก็ได้ทำเพลงชุดต่อไปโดยตัดสินใจที่จะบันทึกเสียงเองที่น่าน จึงได้คุยกับอุกฤษณ์ พร้อมทั้งซื้อเครื่องอัด digital 8 แทรค รวมกับของอุกฤษณ์อีก 1 เครื่อง ซิงค์กันเป็น 16 แทรค จึงได้ขนอุปกรณ์ไปบันทึกเสียงที่ บ้านเกิด จ.น่าน โดยสมบัติกับอุกฤษณ์เริ่มในส่วนภาคกีตาร์ และสมศักดิ์ได้เดินทางไปบันทึกเสียงกลองตามหลัง 3 วัน แล้วก็กลับเชียงใหม่ทันที ไม่ได้อยู่ร่วมด้วยในขั้นตอนต่อๆไป หลังนั้นเนื่องจากคุยกันไม่ลงรอย หลังนั้นก็เกิดปัญหาจนขั้นตอนสุดท้าย คนภูไพร "สมบัติ" ได้มิกส์เสียงเอง และนำไปออกกับสังกัดใหม่ In&On Music ในปลายปี 2541 อัลบั้มชุดนี้ มีความล้ำลึกเข้าสู่ Progressive Metal มากขึ้น แต่ซาวด์ไม่ดี แต่กระนั้น เพลงบรรเลง "ใด ใด ไร้ยืนยง" ก็ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด สาขา เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม อีกครั้งในปี 2542

Donpheebin Studio Nan " Drum Tracking " * Thanks to ฉั่ว วิปลาส กับกลองชุด Remo

Donpheebin Warning Ukrit at Nan Studio


ปี
2543

อัลบั้มที่ 6 “ปรากฏการณ์ ปรากฏกาย”

จุดสูงสุดของดอนผีบิน ดูเหมือนจะเดินทางมาถึง เมื่อ..มีโอกาสครั้งสำคัญในปี 2543 ที่สมคิดได้พบปะพูดคุยกับแกรมมี่ เพื่อก้าวเข้าสู่ Production แบบค่ายใหญ่ ในการที่จะนำพาบทเพลงแบบดอนผีบิน ไปสู่ Mass ซึ่งขณะนั้นในค่ายแกรมมี่เอง ก็ได้เกิดการแยกตัว ตั้งค่ายย่อยของ Producer หลายคน ซึ่งก็ได้นำเสนอไปหลายค่ายไม่ว่า มอร์มิวสิค จีนี่เรคคอร์ดส ...หนึ่งในเครือของ GMM Grammy อ้าแขนรับเข้าค่าย Giraffe Records โดยนิติพงษ์ ห่อนาค ...ค่ายเพลงใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้ให้โอกาสดอนผีบินในการทำเพลงแบบกับค่ายใหญ่กับมือโปรแล้ว...แต่ทางวงก็ยังขอที่จะเป็นตัวของตัวเอง โดยขอ Produce งานเองโดยไม่มีคนจากค่ายมาคุม ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนเพลงเข้าไปสู่ตลาด ในที่สุดทางวงก็บันทึกเสียงโดยดูแลกันเองอีกครั้ง โดยสมบัติเป็นผู้ทำดนตรีเองทั้งหมด สมาชิกคนอื่นไม่ได้มีส่วนร่วมในการแต่งเพลงแต่ประการใด มีเพียงไปบันทึกเสียงตามที่วางไว้เท่านั้น และอัลบั้มสำเร็จลงแบบไร้ความตื่นเต้น ที่ Fatima Studio และสิ่งที่เหลือ...ก็ถูกจัดการโดยทีมงานค่าย อัลบั้มนี้วางตลาดเมื่อ 6 ต.ค.2543  และผลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ค่ายหวัง เพลงของดอนผีบินยังคงขึ้นสู่ Mass ไม่ได้ เนื่องจากทางวง ยังยืนยันสานต่อแนวจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ ซึ่งงานเข้าสู่ Progressive มากขึ้น ทั้งที่ยังมีโอกาสได้ทำมิวสิควิดีโอ ออนแอร์ทีวีครั้งแรกในชีวิต....

การทำงานของสมาชิกวงในช่วงอัลบั้ม 5-6 มีความเห็นต่างทางความคิดจนต้องแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน และระหว่างนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆในนามวง ...พ.ศ. 2544-2556 12 ปีแห่งการว่างเว้น...ระหว่างนั้น...
>>อ่านต่อตอน 2

.