-

-
การทำเพลง การบันทึกเสียง เพลงแนว Rock-Heavy-Metal


.....ที่ผ่านมา มีหลายๆคนได้สอบถามปัญหา ปรึกษา เรื่องการทำเพลง การอัดเสียง ซึ่งผมก็ได้ตอบไป การตอบแต่ละครั้งต้องอธิบายยาว จึงต้องพิมพิ์ไว้ก่อนและได้ บันทึก File เหล่านั้นไว้ ครั้นจะนำมาโพสก็กลัวเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะนั่นมัน 5-10 ปีก่อนแล้ว ณ วันนี้ คำถามที่เคยถามกัน น่าจะกระจ่างไปมาก เพราะมี
Clip ใน youtube ให้ดูกันมากมาย รวมทั้งข้อมูลในเวบอื่นๆ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีสอบถามกันมา ผมจึงคิดว่าข้อมูลที่เขียนไว้น่าจะมีประโชน์กับเพื่อน พี่ น้อง จึงได้นำเอา ข้อมูลเหล่านั้นมารวมกัน แล้วเขียนเพิ่มอีกนิดหน่อย และถึงเวลาที่จะเอามาแชร์ๆ กัน สำหรับผู้เริ่มต้นทำเพลง หรือผู้ที่สนใจทั่วไป
.....จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่มีความลับหรอกครับ เพราะเป็นหลักการเรื่องการบันทึกเสียงทั่วไป มีข้อมูลเรื่องนี้มากมายใน internet ทั้งมีวิดีโอให้ดู แต่บางทีข้อมูลเหล่านั้น
อาจจะยังไม่สร้างความกระจ่างให้เรา และมักจะถามว่าผมใช้อะไร ผมจึงขอแชร์ความเห็นส่วนตัวเป็นข้อมูลอีกทาง เอาเป็นว่า มาเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้กันฟัง ดีกว่านะ แต่มีเรื่องหนึ่งคือ พรสวรรค์ครับ ถึงเราจะรู้ เห็น แต่ไม่มีใจที่จะไปศึกษาเรียนรู้มัน ก็เปล่าประโยชน์ กลับกันใครที่สนใจเรียนรู้ ก็จะได้เปรียบคือเป็นนักดนตรี
ที่ทำเพลงและรู้เรื่องนี้ด้วยก็ไม่ต้องไปพึ่งใคร

ยก 1 บทนำ
ในฐานะที่ผ่านการทำเพลงและการบันทึกเสียงมาระดับหนึ่ง ก็พอจะเล่าประสบการณ์และวิธีการที่ได้เรียนรู้มา เพื่อบอกต่อๆกันไปดังนี้
....ผมให้ความสำคัญกับ Producer มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะวงดนตรีดังๆระดับโลกจะหา Producer กันเป็นเรื่องอันดับแรกๆ ก่อนจะลงมือบันทึกเสียง หรือทำเพลง ออกอัลบั้ม หากได้ Producer ที่มีฝีมือดี งานก็จะออกมาดี ในทางกลับกัน ได้ Producer ฝีมือไม่ดี ก็จะมีผลกับงาน แต่การทำงานกับ Producer คนเดิมไปนานๆ
ก็อาจจะได้ซาวด์เดิมๆ หรือมุมมองเดิมๆ อย่างไรก็ตาม Producer ในบ้านเรา ก็จะโตตามแวดวงดนตรี อย่างเพลง pop ลูกทุ่งก็จะมีมาก หากเป็นแนว Rock Metal
ก็จะมีน้อย ต้องโปรดิวส์กันเอง แล้วก็ได้ระดับเท่าที่ทำได้ ยังห่างไกลระดับโลกอยู่หลายขุม แต่ก็เริ่มมีการนำเอา Producer ระดับโลกมา Produce ให้กับศิลปินไทย บ้างแล้ว แต่ก็ดันมีค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้นศิลปิน Underground Indie บ่ต้องพูดถึงครับ ทำเอง !

Producer คือ คนที่มีประสบการณ์ในวงการเพลง มีมุมมองที่กว้างไกลกว่านักดนตรี เพราะนักดนตรีหรือศิลปินมักจะมองตัวเองเป็นหลัก ยิ่งคิดเพลงได้ก็จะคิดว่า
งานของตัวเองเจ๋งสุด เมื่อชอบตัวเองหลงอยู่ในวังวนจนหลงตัวเองมากๆ ก็ไม่ชอบที่จะให้ใครมาเปลี่ยนแปลง ไม่ค่อยยอมฟังคนอื่น Producer จึงมีบทบาทในการดึง
เอากึ๋นที่มีอยู่ในตัวศิลปินออกมานำเสนอสู่สาธารณะชน ซึ่งคนนี้ก็จะรู้ทุกขั้นตอนในการทำเพลง ว่าการทำเพลงขึ้นมาสักเพลง นั้นเพื่ออะไร มีเป้าหมายแบบไหน ใครได้อ่านบทสัมภาษณ์ อัสนี โชติกุล ในหนังสือ Overdrive ก็จะเข้าใจว่า มันคืออะไร  Producer ส่วนใหญ่มักจะมาจากนักดนตรี และส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีที่มี
ความรู้หรือสนใจงานบันทึกเสียง จนกลายเป็น Sound Engineer (อย่างผม 555 !) เพราะต้องนั่งคลุกคลีกับนักดนตรีตลอด คอยฟังว่าแต่ละเพลงเป็นยังไง จะแก้ตรง
ไหน ...จนไปถึงการบันทึกเสียง Mix เสียงให้ได้เสียงตามเป้าหมาย หากเรามี Producer สักคน เราก็จะไม่มีปัญหา แต่ก่อนที่เราจะมี Producer ก็จะต้องมี "กึ๋น" ก่อน
คือแต่งเพลงขึ้นมา ไหว้วาน หาคนทำดนตรี อาจจะทำเอง ดั้นด้นจนเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ให้เห็นเป็นเพลงว่างั้นเถอะ เอาแบบให้มันฟังได้ ให้พอเห็นอะไรเป็นอะไร ซึ่ง
โดยทั่วไปจะเรียกว่า สาธิต หรือ Demonstration หรือเรียกกันติดปากว่า  Demo  "เดโม" เมื่อยังไม่มี Producer ก็ Produce เองไปก่อน นี่คือจุดเริ่มต้นที่เหมือนกัน
ทั่วโลก ส่วนมากนักดนตรีก็จะเป็นคนตัดสินใจว่าเพลงของตัวเองเป็นยังไง ดี ไม่ดี แต่ก็ควรจะเปิดใจกว้างเผื่อมีคนอื่นมาร่วมทำงานด้วยอย่าง "Producer"
นักดนตรี ศิลปิน ที่สร้างงาน หากไม่มีมุมมองแบบ Producer ก็จะผลิตงานออกมาได้ระดับหนึ่ง อาจจะเรียกว่า "ไต้ดิน" ในบ้านเรา พวกที่ฟังก็จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ชอบ
ความดิบๆ สากๆ ซึ่งงานแบบนี้ไม่สามารถที่จะไปสู่วงกว้างได้ ก็จะได้เพียงแคบๆ



ยก 2 ทำ Demo
เดโม ก็คือเพลงคร่าวๆ ที่บอกว่าเพลงของเราเป็นยังไง
เพลง 1 เพลงประกอบด้วยอะไรบ้าง?
Step-1
แต่งเพลงขึ้นมา อาจจะเขียนเนื้อร้องไว้ หากใส่ทำนองได้ ก็อาจจะแค่ร้อง-เล่นกีตาร์โปร่ง เอาโทรศัพท์อัดมาง่ายๆก็ได้ คนที่เป็น Producer หรือคนที่รู้
มีประสบการณ์มากกว่า เขาจะมองเห็น ในสิ่งที่ยังไม่เห็น ! คือ เห็นเค้า อย่าง เนื้อหามันดีนะ ทำนองก็เข้าท่า  ลองเอาไปใส่ดนตรีแล้วรับรองมันส์แน่ ประมาณนั้น
Step-2 หากมีแค่เนื้อร้อง-ทำนอง ก็ต้องเอาไปทำดนตรี อเรจน์ให้มันเป็นเพลง ให้เห็นแนวทาง แนวเพลง สไตล์ไหน มีโครงให้เห็นชัดเจน ซึ่งตรงนี้แหละที่มีปัญหา
กันส่วนใหญ่ คือ ไม่รู้เรื่องการอัด เล่นยังไม่เก่ง  อเรจน์ไม่เป็น ...ทั้งหลายแหล่ หากเราไม่รู้ ทำไม่เป็นก็ต้องศึกษาเรียนรู้หรือหาผู้รู้ เข้ามาช่วย หากไม่มีใครช่วย หาไม่ได้ ก็จบเห่ครับ คงหยุดไว้แค่นั้น คืออาจจะได้แค่แต่งเพลง หรือเขียนคำร้อง ก็จะเป็นได้แค่นักแต่งเพลง ดังเช่นเราจะเห็นได้จากเครดิตที่ติดตามปกซีดีว่า แต่ง
เนื้อโดยใคร..
Step-3 บันทึกเสียง Demo ให้มันเป็นเพลง ในขั้นตอนนี้...
3.1 หากเป็นวงดนตรี ก็สามารถไปเล่นซ้อมกันที่ห้องซ้อม เมื่อได้ที่ก็อัดออกมาไว้ฟัง เดี๋ยวนี้ห้องซ้อมส่วนใหญ่สามารถบันทึกเสียงให้เราได้แล้ว หากไม่ได้ก็ใช้
โทรศัพท์นี่แหละอัดไว้ มันจะทำให้เราเห็นภาพรวมของเพลงทั้งหมดได้ เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป ยังไม่ต้องไปสนใจซาวด์มันนะครับ มันเป็น demo เอาแค่ให้เห็นเป็น
รูป เป็นร่างก่อน
3.2 หากไม่เป็นวง อย่างทำคนเดียว เราคงต้องพึ่งนักดนตรีละครับ หากเราเล่นเองได้ก็ดีเลย ลองเล่นดู ดีไม่ดีค่อยว่ากันอีกที อย่างแรกที่จะเริ่มคือ กีตาร์ ครับ ขั้นตอนนี้ ต้องศึกษาเรื่องการบันทึกเสียงหน่อยนะ เดี๋ยวนี้ก็ใช้คอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว ก็หา Card อัดเสียงสักตัว (Audio Interface) แล้วก็ศึกษา Software ที่ใช้ในการบันทึกเสียง เดี๋ยวนี้มีเยอะแล้ว ง่ายๆเลยเริ่มต้นก็ราวๆ 4,000 บาท มีช่องเสียบไมค์ สำหรับร้องหรือจ่อตู้กีตาร์ 1 ช่อง และอีก 1 ช่องสำหรับเสียบกีตาร์
เข้าตรง....แล้วฟังทางหูฟังหรือหากมีลำโพงก็ต่อออกลำโพงสำหรับฟังได้ หรือจะซื้อเป็น set พื้นฐานดังรูปข้างล่างก็ได้

สมบัติ /ดอนผีบิน กับการทำเดโม ในห้องนอน โรงสีข้าวที่เชียงราย โปรแกรมกลองด้วย Roland R-8 บันทึกลง Tascam 4 Track Casette ปี 2532 Effect Guitar Korg A3
อุปกรณ์ทำ Demo
(เพลง "วันสุดท้าย" อัลบั้ม Doomed Day I ผมโปรแกรมกลองโดยใช้ Roland R-8 อัดลง 4 แทรค cassette โยนแทรคไปมา 3-4 รอบ) ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์
สะดวกกว่าเดิม 100 เท่า !
อุปกรณ์บันทึกเสียง นอกจากจะมีคอมพิวเตอร์+Audio Interface แล้ว สิ่งที่เราต้องมีคือ
-Microphone แบบไหนก็ได้ สำหรับอัดร้อง ตัวละ 500 บาท ก็ได้ ขอให้มันเป็นไมค์ พร้อมสายนะ
-ลำโพง เอาไว้เวลาเบื่อใส่หูฟังก็ฟังผ่านลำโพงบ้าง หรือมีคนอื่นนั่งฟังอยู่ด้วย ลำโพงคอมก็ได้
-กีตาร์ + Effect + (แอมป์เล็กๆ)
** อุปกรณ์ข้อนี้ อยู่ที่ระดับเงิน หากเรามีกำลังซื้อของก็ซื้ออย่างดีๆมาใช้ได้ ก็ยิ่งดีครับ หรือจะซื้อเป็น set พื้นฐานดังรูปข้างล่างก็ได้




ผมอัดเดโมยังไง ?
1- ทำจังหวะก่อน ง่ายๆเลยคือเปิด File เปล่ามา แล้วตั้งความเร็ว Metronome ว่าจะประมาณไหน ทำให้ได้ยินเสียง ก๊อกๆๆๆๆ  แล้วเล่นตามดู  หาก ok ก็เปิด Track ใหม่ ลองอัดเข้าไปดู เราก็จะได้เสียงกีตาร์ Rhythm ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นเพลงของเรา  ขั้นตอนนี้หากใครสามารถทำโปรแกรมกลอง midi ได้ ก็ทำไปได้เลย ยิ่งดี เพราะภาคกีตาร์จะต้องการ Pattern กลองมาประลองกันด้วย เราก็จะได้ภาคกีตาร์และอาจมีกลองรวมด้วย
2- เมื่อได้ข้อ 1 แล้วก็มาถึงอัดร้องครับ เสียบไมค์ แล้วเปิด Track ใหม่ ลองอัดร้องเข้าไปดู  ได้แค่กีตาร์กับร้องมันก็เป็นเพลงแล้วครับ ยิ่งมีกลองก็ยิ่งดี
3- เมื่อผ่านข้อ 1-2 ตอนนี้ก็จะมาถึงขั้นตอนแก้ไขกันล่ะครับ เพราะเพลงตั้งต้นที่เราทำจะต้องมีการแก้ไขแน่นอน ไม่ว่าเพิ่มห้อง Intro เพิ่มช่วง Solo เรียนรู้กันเข้า
ไปครับ จนเราแก้เพลงได้สำเร็จ ขณะที่เราแก้ เราก็จะอัดอย่างอื่นๆไปด้วย เพิ่มแทรคไปเรื่อยๆ  จนมันเป็นเพลงที่เราคิดว่าสมบูรณ์ เอาไปเปิดให้ใครฟัง ไม่มีใครว่า
4- อัดเบสและ Mix เสียง จากขั้นตอน 1-3 เราจะพุ่งเป้าไปที่โครงเพลง ความเร็ว คีย์...มาถึงขั้นตอนนี้ เราอาจจะยังไม่พอใจบางอย่างที่อัดไปรอบแรก ก็อัดใหม่ได้
จนพอใจ แล้วจงพยายามมิกส์เสียงให้ออกมากลมกลืนที่สุด เวลาเอาไปเปิดที่ไหนก็จะแบบพอฟังได้นะ ไม่ใช่แหลมปิ๊ด หรือทุ้มเกินไป ขั้นตอนนี้อาจจะต้องพึ่งผู้รู้ หรือพึ่งคนที่ทำงานในห้องอัดเสียง เขาน่าจะรู้ดีกว่า แต่หากไม่มีใครแล้ว ก็ซัดเองนั่นแหละ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน !



เอาละ ถึงตอนนี้เราน่าจะมีเพลงแบบพอฟังได้ 1 เพลงแล้ว
ขั้นตอนสำคัญ เมื่อเพลงเราลงตัว หมายถึงเราชอบละ ขัดเกลาอย่างดีล่ะ ก็มาถึงการตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือหยุด !
4.1-หยุด คือ เอาแค่นี้แหละ ลองนำเสนอค่ายดู หรือให้คนอื่นมาช่วยสานต่อ กรณีเป็นวง ก็มักอยากให้คนอื่นได้รับรู้ อาจจะนำไปเล่นบ้าง เมื่อไม่มีใครค่อยสนใจ วาระสุดท้ายคือ Post social ก็อาจจะลองเอา Demo นี้ลอง Post ที่ Youtube ดู ดู feedback จากคนใน social ดู  **แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอมาถึงขั้นตอนนี้ครับ มีชิงสุกก่อนห่าม เพียบ มีอะไร ยังไง โพสหมด  ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย ได้แต่ความมันส์ เพียงสื่ออยู่ในมือ เพราะคนที่ดู จะเห็นความกากๆของเราเท่านั้น เพราะเรายัง
ไม่ได้ขัดเกลาให้ดี  หากเรามีชื่อเสียงแล้วก็ไม่ว่า ตด เขาก็ว่าเพราะ ฮา !
4.2 ไปต่อ การไปต่อมี 2 อย่างคือ มีคนสนใจเอาไปทำต่อ และ ทำต่อด้วยตัวเอง
- หากมีคนสนใจเข้ามาทำต่อ ก็จะอุ้มเราไปเลย 555 ไปขัดเกลาชุบตัวเราอีกที ให้ขายได้ จากเด็กกะโปโลก็อาจจะกลายเป็นคนหัวแหลม เริ่มมีธุรกิจมาเกี่ยวข้อง เพราะต่อจากนี้คือ ธุรกิจครับ ง่ายๆคือ เข้าค่าย  แต่อาจจะยากสักหน่อยเพราะเดี๋ยวนี้เขามีวิธีคัดศิลปินเข้าค่ายโดยการจัดประกวดทั้งนั้น นานๆจะได้ยินทีว่า ดังจาก Youtube แล้วค่ายสนใจ

แต่หากไม่มีใครสนใจเข้าตาเลย เราก็ต้องลุยแล้วล่ะ
ทำต่อ...ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนนี้ หมายถึงเอาไปอัดเสียงจริงเลย อย่างที่ผมเคยทำมา ขั้นตอนนี้มี 2 อย่างคือ
- หากเราไม่รู้เรื่องระบบการอัดเสียงเลย ก็คงต้องหาห้องบันทึกเสียงที่ราคาไม่แพง เพราะเดี๋ยวนี้คุณภาพออกมาจะไม่ต่างกันมาก อีกอย่างเซพเงินเราด้วย
- หากเรารู้เรื่องการอัดเสียงก็ลุยเองเลย


ยก 3 บันทึกเสียงจริง

ในการบันทึกเสียงจริงนั้น เข้มข้นกว่า demo หลายเท่าตัวครับ เพราะเราต้องทำให้เนี๊ยบที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
หากดันสายกีตาร์เพี้ยนนิดหน่อยก็ต้องแก้ใหม่หรือจะใช้คอมปรับเอาก็ได้ หรือร้องเพี้ยน เอื้อนเสียงยังไม่ได้อารมณ์ ออกเสียงไม่ชัด ต้องแก้หมด....

หากเรามี demo แล้วก็จะง่าย เริ่มอัดไล่เรียงไปเลย แต่บางวงก็ไปทำเดโมพร้อมอัดจริงเลย (วงที่มีเงินเท่านั้น ทำแบบนี้ได้เพราะจะใช้เวลาในห้องอัดมาก) เริ่มจาก
1 กลอง จะอัดกลองจริงหรือใช้โปรแกรม เราจะต้องเป็นคนเลือก
1.1 อัดกลองจริง ก็จะต้องมีมือกลองที่เตรียมตัวมาอย่างดี สามารถตีกับ metronome ได้ มีกลองดีๆ หรือหาห้องอัดที่มีกลองดีๆ พร้อมทั้งห้อง...ฝีมือของ sound engineer ที่สำคัญ เสียงกลองต้องดีก่อนครับ ก็คือ ต้องเริ่มที่หนังสภาพดี ปรับแต่งจูนเสียงให้ได้มาตรฐาน อัดออกมาแล้วเสียงดี ก็คือเริ่มจาก source ที่ดีนั่นเอง 
1.2  Programe คนที่จะทำโปรแกรมกลองก็จะต้องมีความรู้โน๊ตและ pattern กลองหน่อย เพราะมันเหมือนเป็นการจิ้มโน๊ต และสร้าง Pattern กลอง เมื่อโปรแกรม แล้วก็ไปเลือกเสียงกลอง ซึ่งมีทั้งเสียง Sound Module และเสียงจาก Samples ซึ่งเดี๋ยวนี้มี มีเสียงกลองจริงให้เราเลือกมากมายๆ จนมึนเลยล่ะ รวมทั้งทำ samples เอง โดยอัดจากกลองของเราเอง
**ผมใช้ทั้ง 2 แบบ ทั้งอัดจริงและใช้ samples
สามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการใช้ Samples จาก software ต่างๆ ซึ่งมีมากมาย เช่น Superior Drummer , EZ Drummer....


2 กีตาร์  - แอมป์  อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มือกีตาร์ก็จะมีมาและดีระดับหนึ่งแล้ว เอาเท่าที่เราทำได้ล่ะกัน ไม่ห่วยเกินไป มีวิธีอัด 2 แบบ
-อัดตรง (direct) เดี๋ยวนี้ มีอุปกรณ์จำลองเสียง ที่สามารถอัดตรง คือ เข้าเจ้าตัวนี้แล้ว ยิงตรงไปที่ card ได้เลย เช่น ที่ผมใช้อยู่ก็มี Line6 Pod แต่ตอนนี้ต้องการ
เสียงจากหลอด ล่าสุดเลยใช้หัวแอมป์หลอดที่มี recording out ของ Laney IRT Studio หรือตัวอื่นๆที่มี direct recording out หรือ speaker simulator out
อย่าง Boss GT10, GT100 ได้หมด อยู่ที่เสียงว่าจะออกมายังไง ในระดับโลกเท่าที่ดูข้อมูลมา ก็ใช้กันอย่าง Kemper ตัวจำลองเสียงขั้นเทพ วง Trivium ใช้ตัวนี้
ทั้งอัดเสียงและเล่นสด ยังมียี่ห้อและรุ่นอื่นๆอีกหลายตัวครับ วิธีนี้เป็นทางลัด ง่าย สะดวกและรวดเร็ว หากเป็นเสียง Clean ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า อัดมาแบบไหน แต่หากเป็นเสียงแตก ก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง คนที่ซีเรียสจริงๆ ก็ยังชอบเสียงจากตู้แอมป์อยู่ คือ ใช้ไมค์จ่อหน้าตู้ลำโพง ซึ่งเขาบอกกว่า ดีที่สุด

Line 6 POD และ laney IRT Studio - Kemper
-อัดผ่านแอมป์ วิธีนี้ระดับโลกใช้กันมาก แต่ยุ่งยากตรงต้องยกแอมป์ไปเตรียมไว้เลยจนเสร็จงาน แล้วแอมป์ที่ให้เสียงดีก็แพง หากต้องการก็ต้องหากันล่ะ เพื่อซาวด์
ที่เราอยากได้และให้เพลงเราออกมาแบบนั้น ที่ผมเคยลองมา ก็ใช้ตู้ Marshall, Mesa Boogie, Peavey แล้วใช้ไมค์ Shure SM57 จ่อที่ตู้ เคยลองใช้ไมค์จ่อห่างๆ
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ เพราะซาวด์จากไมค์ 1 ตัว ok แล้ว

* ที่ผ่านมา ผมใช้ทั้ง 2 วิธี ทั้ง Line 6 POD และผ่านแอมป์ครับ และผมมักจะชอบอัด Rhythm 2 line คือเล่น 2 ครั้ง อัดไว้คนละแทรค แล้ว pan ซ้าย-ขวา 
ประมาณ 95% มันให้ความหนาของภาค Rhythm ทำให้ซาวด์ดนตรีรวมๆ แน่นขึ้น เวลาเล่นลูกที่ต่างกันก็จะได้ยินแยกกันเป็นสีสัน (ลองไปฟังงานของวง Killswitch
engage )
** การอัด Solo ก็คล้ายกับ Rhythm แต่จะอัดแค่ 1 ครั้ง 1 แทรค ส่วนเสียง Clean หากเป็น Chorus ก็จะอัด stereo


3 เบส  การอัดเบสทำได้ 2 อย่าง คล้ายกีตาร์ คือ เสียบผ่าน DI Box แล้วยิงตรงเข้า Card และอีกแบบเสียบเข้าแอมป์เบส แล้วจ่อไมค์จากตู้ 

** ผมใช้วิธี เสียบเข้าตู้เบส และต่อ DI out เข้า Card งาน DayOneMetal 9 ผ่าน DI ของ Hartke ครับ ปีนี้ผมใช้ตู้ Fender Rumble 40 ต่อ DI out direct

4-การอัดร้อง  เริ่มจากไมค์คอนเดนเซอร์ดีๆ  ราคา 10,000 บาทขึ้นไปก็มาตรฐานละ หรือ 5,000-10,000 ก็ ok อยู่ครับ ขอให้มิกส์ดีๆ แต่จะให้แน่นใจ๋ เอาแพงก็ดี 555 ... อัดร้องไม่มีอะไร ร้องให่ดีที่สุดนั่นแหละหัวใจมันครับ
** ผมใช้ Neumann TLM103, Rode NT-1A

5-อัดอื่นๆ เช่น คีย์บอร์ด ก็เสียบตรงเลย หรือหากมีไม่มากก็ทำ Programe Softsynth ง่ายดี

6-Mix-Mastering ใครที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ไปจ้างเขาทำเถอะครับ เรื่องมันยาวเป็นศาสตร์หนึ่งเลยทีเดียว ซาวด์ของดนตรีแนวร๊อคต้องมีความหนักแน่น ชัดเจน คนทำซาวด์ก็จะต้องเข้าใจตรงนี้ และแต่ละคนก็มีความชอบต่างกัน
** Mixing การมิกซ์เสียงจะเป็นเรื่องของการปรับแต่งให้เสียงกลมกลืนกัน ได้ยินแต่ละตำแหน่งชัดเจน รวมทั้งเป็นการปรับให้มีโทนตามแนวเพลงแต่ละแนว
** Mastering เป็นการปรับเสียงโดยรวมครั้งสุดท้าย ให้มีความดังให้อยู่ระดับมาตรฐานทั่วๆไป เท่าๆกันทุกเพลงในอัลบั้มนั้นๆ
*ผม Mix - Mastering โดยใช้ในคอมหมด

HOW TO MASTER A SONG - 7 Steps to Loud!, FAT, & In Your Face ลองดูวิดีโอนี้ก็จะพอเข้าใจเรื่องนี้ และก็จะเจอวิดีโอเกี่ยวกับการ Mix เสียง การบันทึก...อีกมาก

ยก 4 "บทสรุป"
สิ่งสำคัญที่สุดของเพลงคือ "ความลงตัวของเพลง" ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน !
แต่การทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยประสบการณ์ วัดกันด้วยเวลา แต่ก็ยังมีพรสวรรค์มาเกี่ยวรวมทั้งพรแสวงมาเกี่ยวข้อง..เรามาดูว่า 1 เพลง ประกอบด้วย
อะไรบ้าง ที่สามารถทำได้ด้วยคน 1 คน หรือหลายๆคน ช่วยกัน
1- "เนื้อเพลง"
ที่ค่ายเพลงใหญ่ ผมเคยคุยกับ "ทีมแต่งเพลง" ที่มีหน้าที่แต่งคำร้องอย่างเดียว มีโจทย์ส่งมาว่าต้องการเรื่องราวอะไร แนวเพลงไหน ศิลปินใคร...พวกนี้มีหน้า ที่แต่ง คำร้องอย่างเดียว แล้วก็ไปประชุมกันเป็นครั้งๆ แบ่งงานกันไป ใครเขียนเรื่องอะไร ผ่านไม่ผ่าน แก้กันไปมาจนลงตัว บางทีก็มีการฮัมทำนองในขั้นตอน
นี้ แต่หากไม่มี ก็ส่งต่อ เพราะคนเขียนเนื้อ เขียนกลอนอย่างเดียว !
2- "ทำนองเพลง"
หากข้อ 1 ไม่มีทำนองมา ก็จะมีงานใส่ทำนอง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักดนตรี ซึ่งจะรู้ทฤษฎีดนตรี รู้เสกล ทางคอร์ด มีความรู้ทางการอเรนจ์เป็นคนทำ ซึ่งบางทีก็
ใส่ดนตรีไปด้วยเลย อย่างแนวร็อค คนทำก็จะต้องเป็นนักดนตรีร๊อค ซึ่งอาจจะมีการแก้เนื้อร้องไปด้วย
3- "อเรนจ์ดนตรี"
หากข้อ 2 เป็นการใส่ทำนองอย่างเดียว ก็จะมีคนอเรนจ์ คือใส่ Part ท่อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Intro-Solo....ก็จะมีการคิด Pattern การเล่นต่างๆ รวมทั้ง Solo
4- "Studio Performing"
หรือการเล่นจริงๆ เมื่อก่อนในค่ายใหญ่มักมีมือปืนรับจ้างอัดเสียงให้กับศิลปิน วงที่ค่ายปลุกปั้นเพื่อขายภาพ-หน้าตา ศิลปินจะมาร้องเท่านั้น หรือบางทีนักดนตรี ต้องการจะอัดเอง แต่ฝีมือไม่ถึง อาจทำให้เสียเวลา แต่เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ก็จะอัดเล่นเอง หากมีคนอื่นมาก็จะเป็นลัษณะรับเชิญ ไม่งั้นจะถูกหาว่าไม่ใช่ตัวจริง
ข้อ 1-4 สามารถทำได้โดยคนๆเดียว
5- "Recording-Mixing-Mastering"
ข้อนี้เป็นงานบันทึกเสียงล้วนๆ เสียงจะดี ไม่ดี เล่น ร้องดี-ไม่ดีก็จะอยู่ที่ขั้นตอนนี้ มักจะมี Sound Engineer ทำงาน โดยผ่าน Producer อีกที
6- "Producer"
ขั้นตอน 1-5 จะถูกดูแล ควบคุม ภาพรวมโดย Producer ว่าเพลง ok มั้ย ทั้งการเล่นในข้อ 5 หาก Producer ไม่ ok ก็ต้องไปแก้กันใหม่
ข้อ 1-6 สามารถทำได้โดยคนๆเดียวได้
เห็นมั้ยครับ เพลงๆหนึ่งแบ่งได้เป็นตั้ง 6 ส่วน

นักดนตรีควรมี "Producer" มั้ย ?
ในบ้านเราน่าถามมากที่สุด ส่วนต่างประเทศ เรื่องนี้มีมานานแล้ว
วง Metallica ออกงานมา 4 อัลบั้ม แบบ Undergroud กับค่ายเล็กๆ กับ Producer ระดับปลายแถว เพลงก็ ok รางวัลก็ได้รับ แต่ยอดขายกระท่อนกระแท่น จนเมื่อเอา Bob Rock -Producer ระดับแถวหน้ามา Producer ในอัลบั้มชุด Black ความเป็น Metallica ยังมีอยู่เต็ม 100 แต่มีความเนียนขึ้น เพลงฟังได้กว้าง ขึ้น ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นอยากคาดไม่ถึง ยอดขายอัลบั้ม Metallica ชุด Black หลังทำเพลงถูกใจตลาด ขายไปได้ 15 ล้านชุด กลายเป็นมหาเศรษฐี ไปใน ทันที ยอดถึงปีนี้ 20 ล้านชุด และจัดอยู่ในกลุ่มอาจขายได้ถึง 30 ล้านชุด (ข้อมูลจาก https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_best-selling_albums )



นักดนตรีควรทำยังไงเมื่อมี "Producer" ?

เมื่อมี Producer เข้ามาทำงานด้วย มันเหมือนมีสมาชิกวงอีกคนเลยล่ะ แต่ถ้านักดนตรีโปรดิวส์กันเอง ก็ต้องให้เกียรติ ฟังความคิดเห็นของคนที่เป็นโปรดิวส์
ขณะที่นักดนตรีวง Metallica นั่งซ้อม คิด Riff Pattern ต่างๆ เพื่อต่อเป็นเพลง Producer ก็นั่งอัดและฟังไปด้วย เล่นเสร็จก็มาเปิดฟังกันดู ช่วยกันออกความ
เห็น ท่อนไหนดี ไม่ดี เอาออกหรือคงไว้ พวกนี้ต้องคุยกันตลอด แต่สุดท้ายก็อาจจะต้องฟัง Producer เพราะมีมุมมองกว้างกว่า ...นักดนตรีผู้คิดเพลงเหมือน ผู้สร้างบ้านอยู่ในบ้าน แต่ Producer จะนั่งมองดูรูปร่างบ้าน ศิลปินมักมองตัวเองว่าเจ๋งสุด ไม่อยากให้ใครมาเปลี่ยนแปลงงานของตัวเอง ทั้งๆที่เพลง 1 เพลง
ของศิลปินนั้นๆ หากนำไปอเรนจ์ออกเป็นหลายๆ เวอร์ชั่น เล่นและร้องโดยศิลปินนั้นๆ ก็ยังมีความเป็นกลิ่นไอของวงนั้นๆอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่ว่า จะนำเอา
version ไหนออกไปสู่ตลาด ซึ่งผู้ฟังไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่า มีหลาย version ที่ทำไว้ ดังนั้นคนที่คิดเพลง ทำเพลง ควรจะมีมุมมองที่กว้าง หากคุณเป็นคนทำ เก้าอี้ ก็ทำหลายๆตัวหลายๆแบบ ผู้ซื้อก็จะชอบแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่ง Producer จะเป็นคนเลือกแบบนั้นออกไปขาย การทำงานร่วมกับ Producer จึงควรถือว่าสุดท้าย ให้ Producer เป็นคนตัดสินใจ เพราะ Producer จะประสานงานกับค่ายเพลงอีกที


Bob Rock - Producer

ยก 5 " ทิ้งท้าย "
ฝากสุดท้าย เรื่องการบันทึกเสียง ผู้ที่จะบันทึกเสียงเอง
สิ่งสำคัญคือ Source ต้องดีก่อน คือ ต้นเสียงต้องดี อัดไปแล้วก็ต้องออกมาดีแน่นอน Audio Interface ที่มีปัจจุบัน ราคา 5,000 บาท เราก็ว่าเสียงดีแล้ว และไม่มีสิทธิ์รู้ได้เลยว่าดี ไม่ดียังไง อัดต้นเสียงดีๆ มันก็ออกมาดีใสปิ้ง แต่หากไปเทียบตัวละแสน มันก็จะมีเรื่องลึกไปกว่าที่ระดับเราจะคุยกันที่นี่ นี่คือ จุดแตกต่างระหว่างงานระดับโลกกับเรา ว่าทำไม Sound ของเค้าถึงดี แต่มันก็ไม่คุ้มกับงานระดับเราๆ เอาเป็นว่าที่เรามีนี่แหละ เค้นมันให้ออกมาดีที่สุด เอาแบบไทยๆละกันนะครับ ถึงแม้ว่าไทยเราจะมีเครื่องดีเทียบเท่าระดับโลก แต่ความสามารถของบุคลากรบ้านเรา ก็อาจจะยังสู้ฝรั่งยังไม่ได้ ดังนั้นยังไม่ ต้องซีเรียสมันมาก อย่างผมก็ใช้กลางๆ (ส่วนดอนผีบิน ชุด Utopia และชุด Return to the Nature บันทึกเสียงผ่าน Focusrite 2i2 ตัวละ 5,000 บาท เท่านั้น ต้นเสียงก่อนอัดอยู่ในขั้นแย่ ต้องมาฉีดยากันหลายขุม ! ซาวด์ที่ออกไปก็ต้องเรียกว่า ทำเอง ขายเอง มันก็จะได้ระดับหนึ่งแค่นั้น แบบไทยๆ )

อีกส่วนสำคัญที่ไม่แพ้คุณภาพเสียง คือ การ Mix ครับ หัวใจมันเลยล่ะ หากเราไปฟังเพลงของแต่ละวง ที่ส่ง demo เข้าไปประกวดวง Super Rock Project
กับ Real&Sure ไล่ๆกดฟังแต่ละวงก็จะเห็นความแตกต่างของแต่ละวงดังนี้
1-เพลง เป็นเรื่องการแต่ง-อเรนจ์เพลงของแต่ละวง ดีไม่ดียังไงก็ไปฟังดูกันได้(ลืมเรื่องซาวด์ไปก่อน) นั่นจะบอกความสามารถในการทำเพลงของวง
2-การ Perform หลายๆวงก็อาจจะยังร้องไม่ดี ร้องเพี้ยน ขาดอารมณ์ (ฟังแล้ว ลุ้นๆ ยังไม่เนี๊ยบ) นั่นจะบอกความสามารถในการ Produce ของวง
3-การบันทึกเสียง บางวงเสียงกีตาร์บี้ๆ เสียงกลองแข็งๆ (ขาดความหนักแน่น ขาด powerful !) นั่นจะบอกความสามารถในการบันทึกเสียงของวง
แต่โดยรวมๆ จะสังเกตุว่า Sound จะเบาหวิว ! มันขาดความหนักแน่นของความเป็นร็อค หากเพลงดี สิ่งสำคัญที่ต้องไขว่คว้ามาเพิ่มเติมก็คือ Sound แบบแน่น
ปึก และ Punch แบบกำหมัดพร้อมกระแทกรูหูคุณ ซึ่งของฝรั่งมันมีเต็มเม็ด เราก็รู้ว่าต้องใช้ Compressor เป็นหลัก แต่ใช้ยังไง ขนาดไหน ยี่ห้ออะไร นั่นแหละทำให้เราเข่าอ่อน เพราะ Compressor ตัวดีๆ ราคาเฉียดแสน แล้ววงดังที่เราได้ฟังก็มาจากค่ายดังๆทั้งนั้น วง no name อาจจะไม่มาถึงหูเรา เพราะอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด คือ ขาด Producer ที่ดี นักดนตรีไม่เปิดใจกว้าง เชื่อมันในตัวเองมากเกินไป ทำให้เพลงยังอยู่ระดับกาก ไม่เข้าตาค่ายเพลง ทำให้ขาดทุนทรัพย์ในการบันทึกเสียง ที่สำคัญเมื่อเพลงไม่สามารถไปสู่วงกว้างได้ ธุรกิจก็ไม่เกิด เงินก็ไม่มา กำลังใจก็หมด ก็เป็นฉะนี้นักแลนะญาติโยม !

(อาตมาขอบอกไว้เลยว่า หากเพลงมันไม่ดี ต่อให้มิกส์ดียังไง มันก็แค่นั้น แต่หากเพลงดี มิกส์ไม่ดี ก็ดังตังค์มาได้ เอาไปทำบุญบ้างนะ หากทำเพลงแล้วได้เงิน ! )

*ขอบคุณ นิตยสาร Overdrive issue 195 May 2015  เรื่อง อัสนี โชติกุล ดนตรีโต๊ะกลม "ดนตรี & ธุรกิจ & ศิลปะ"